ผมไม่ได้บอกว่าใครถูก ใครผิดนะครับ เพราะสถานการณ์มันต่างกัน แค่มโนให้ฟัง เผื่อเป็นประโยชน์บ้างแค่นั้น
สมัยก่อน(โบราณ) แนวคิด คือการกระจายพื้นที่รับน้ำ โดยเชื่อว่าน้ำมันต้องการที่อยู่การที่จะบังคับให้ไม่สร้างปัญหาทำได้ยาก ในแนวคิดแบบนี้จึงมีการทำที่รับน้ำให้มาก โดยการขุดแม่น้ำลำคลองให้มากเข้าไว้ ส่วนพื้นที่ใกล้ ๆ ปากแม่น้ำ ทำคลองซอยเพื่ม เพื่อพยายามส่งน้ำลงทะเลให้มากและเร็วที่สุดอย่างที่เห็นในพื้นที่ ปทุมฯ ,นนท์ , สมุทรฯ และไม่มีอะไรปิดกั้น ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตามแรงดึงดูดของโลก
ถ้าหากน้ำมันมากผิดปกติ จัดการไม่ได้ ก็ให้แชร์น้ำนั้นไปทั่วพื้นที่ เรียกว่าน้ำหลาก แต่ละพื้นที่ก็จะรับน้ำกันไปคนละเล็กละน้อย แชร์ทุกข์-สุขไปด้วยกัน
ปัจจุบัน แนวคิด น้ำเป็นของไหลที่จัดการได้ จะจัดการบังคับน้ำให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะเท่านั้น เช่นแม่น้ำ ลำคลอง แล้วทำพนังกั้นเอาไว้ บังคับให้น้ำไม่ในทิศทางที่ต้องการ หากมีมากเกินไปก็ส่งไปในพื้นที่เฉพาะ สำหรับรับน้ำ ถ้ามากไปอีก ก็แล้วแต่เวรกรรม กำแพงตรงนั้นแตก ตรงนี้แตก
กลุ่มจัดการบริหารน้ำ บางส่วนก็ไม่ได้เข้าใจเลยว่า น้ำมีพลังมหาศาล ต่อให้คุณสร้างกำแพงดีแค่ไหน เมื่อยกกำแพงขึ้นแรงดันที่มันกระทำต่อพื้นที่ด้านข้าง-ล่าง มันยิ่งมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น มันก็สามารถลอดกำแพงเพื่อไปอีกฝั่งได้เสมอ ภาพจึงเห็นการเละตุ้มเป๊ะไปทั่วโลกแบบปัจจุบัน
ผมเองชอบแบบโบราณ แชร์ทุกข์-สุขร่วมกัน มากกว่าการป้องกันไข่แดง (จุดสำคัญ) แล้วผลักความทุกข์เหล่านั้นไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพูดสวยหรูต่าง ๆ นา ๆ ผมรู้กลุ่มคนเหล่านั้นก็มีหัวใจ มีความคิด และน้อยใจที่เป็นคนชั้นสองตลอดมา นาน ๆ ครั้งก็พอทน แต่ทุกปี ๆ มันก็ไม่ไหว ครั้นจะย้ายก็ทำยากขายก็ไม่มีคนซื้อ...และอีกมากมายปัญหาที่เขาต้องพบ ...
นำเสนอเปรียบเทียบเฉย ๆ ใครๆ ที่มีอำนาจจะทำแบบไหนก็แล้วแต่ ... เพราะผมก็คงอยู่ดูความเปลี่ยนแปลง-เป็นไปได้อีกไม่นาน...
ปล. ปีนี้บ้านผมก็น่าจะโดนด้วย ร้านกาแฟที่ลูกทำ ก็น่าจะไม่รอด ขอให้อย่านานนักก็แล้วกัน คิดแล้วมันหดหู่ครับ

เรื่องน้ำ .... เมื่อแนวคิดต่างกัน การจัดการก็ต่างกัน
สมัยก่อน(โบราณ) แนวคิด คือการกระจายพื้นที่รับน้ำ โดยเชื่อว่าน้ำมันต้องการที่อยู่การที่จะบังคับให้ไม่สร้างปัญหาทำได้ยาก ในแนวคิดแบบนี้จึงมีการทำที่รับน้ำให้มาก โดยการขุดแม่น้ำลำคลองให้มากเข้าไว้ ส่วนพื้นที่ใกล้ ๆ ปากแม่น้ำ ทำคลองซอยเพื่ม เพื่อพยายามส่งน้ำลงทะเลให้มากและเร็วที่สุดอย่างที่เห็นในพื้นที่ ปทุมฯ ,นนท์ , สมุทรฯ และไม่มีอะไรปิดกั้น ปล่อยให้เป็นไปตามธรรมชาติ ตามแรงดึงดูดของโลก
ถ้าหากน้ำมันมากผิดปกติ จัดการไม่ได้ ก็ให้แชร์น้ำนั้นไปทั่วพื้นที่ เรียกว่าน้ำหลาก แต่ละพื้นที่ก็จะรับน้ำกันไปคนละเล็กละน้อย แชร์ทุกข์-สุขไปด้วยกัน
ปัจจุบัน แนวคิด น้ำเป็นของไหลที่จัดการได้ จะจัดการบังคับน้ำให้อยู่ในพื้นที่เฉพาะเท่านั้น เช่นแม่น้ำ ลำคลอง แล้วทำพนังกั้นเอาไว้ บังคับให้น้ำไม่ในทิศทางที่ต้องการ หากมีมากเกินไปก็ส่งไปในพื้นที่เฉพาะ สำหรับรับน้ำ ถ้ามากไปอีก ก็แล้วแต่เวรกรรม กำแพงตรงนั้นแตก ตรงนี้แตก
กลุ่มจัดการบริหารน้ำ บางส่วนก็ไม่ได้เข้าใจเลยว่า น้ำมีพลังมหาศาล ต่อให้คุณสร้างกำแพงดีแค่ไหน เมื่อยกกำแพงขึ้นแรงดันที่มันกระทำต่อพื้นที่ด้านข้าง-ล่าง มันยิ่งมีมากขึ้นเป็นทวีคูณ ดังนั้น มันก็สามารถลอดกำแพงเพื่อไปอีกฝั่งได้เสมอ ภาพจึงเห็นการเละตุ้มเป๊ะไปทั่วโลกแบบปัจจุบัน
ผมเองชอบแบบโบราณ แชร์ทุกข์-สุขร่วมกัน มากกว่าการป้องกันไข่แดง (จุดสำคัญ) แล้วผลักความทุกข์เหล่านั้นไปสู่คนอีกกลุ่มหนึ่ง ซึ่งพูดสวยหรูต่าง ๆ นา ๆ ผมรู้กลุ่มคนเหล่านั้นก็มีหัวใจ มีความคิด และน้อยใจที่เป็นคนชั้นสองตลอดมา นาน ๆ ครั้งก็พอทน แต่ทุกปี ๆ มันก็ไม่ไหว ครั้นจะย้ายก็ทำยากขายก็ไม่มีคนซื้อ...และอีกมากมายปัญหาที่เขาต้องพบ ...
นำเสนอเปรียบเทียบเฉย ๆ ใครๆ ที่มีอำนาจจะทำแบบไหนก็แล้วแต่ ... เพราะผมก็คงอยู่ดูความเปลี่ยนแปลง-เป็นไปได้อีกไม่นาน...
ปล. ปีนี้บ้านผมก็น่าจะโดนด้วย ร้านกาแฟที่ลูกทำ ก็น่าจะไม่รอด ขอให้อย่านานนักก็แล้วกัน คิดแล้วมันหดหู่ครับ